Social Media : สื่อแนวใหม่ในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย (Creative Economy)

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ (@chareonchai)

            ยุคสมัยการตลาดแบบยัดเยียดได้จบสิ้นลง ผู้บริโภคเหลือทนกับเทคนิคการขายสินค้าแบบตรงไปมา นักการตลาดจึงต้องพลิกแพลงกลยุทธ์ครั้งใหญ่ เพื่อปรับปรุงเทคนิคนำเสนอสินค้าให้มีศิลปะ ใส่ใจในการสร้างสรรค์เรื่องเล่า (Storytelling) ที่ตื่นเต้นโศกซึ้ง ทำให้ผู้บริโภคโหยกระหายในเสน่ห์น่ารักของผลิตภัณฑ์ จบสิ้นการขายด้วยมิตรภาพล้ำลึก สานต่อเป็นความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนยาวนาน

            การบรรจงสร้างเสน่ห์สีสันให้สินค้าและบริการ ย่อมเพิ่มต้นทุนสูงล้ำในผลิตภัณฑ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่นักธุรกิจที่ชาญฉลาดย่อมตระหนักดีว่า การลงทุนโฆษณาในสื่อกระแสหลักแบบนาทีละหลายแสนบาทก็เป็นต้นทุนที่สูงลิบลิ่ว ไม่แพ้กัน ดังนั้น เมื่อยุคสมัยแห่งการยัดเยียดไร้รสนิยมได้จบสิ้นลง เม็ดเงินลงทุนในการโฆษณาจึงต้องเคลื่อนย้ายไปในแหล่งพำนักที่เหมาะสมกว่า นั่นคือ การสร้างสรรค์เรื่องเล่า (Storytelling) เพื่อส่องประกายให้ผลิตภัณฑ์สามารถขายตนเองได้ แล้วค่อยเสาะหาสื่อใหม่ราคาถูกมาเป็นจุดตั้งต้นในการบอกต่อกันไปของผู้ บริโภค

http://www.flickr.com

            Social Media ที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในศตวรรษที่ 21 ดังเช่น Twitter และ Facebook ย่อมไม่ใช่เพียงความบังเอิญโชคดีของหนุ่มสาวเยาว์วัยแห่งหุบเขาซิลิคอน (Silicon Valley) หากแต่มีความปรารถนาของพลเมืองจากทั่วทุกมุมโลกเป็นลมบูรพาหนุนส่ง นี่คือ แนวโน้มใหม่ของผู้บริโภคในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ซึ่งไม่ต้องการเสพรับข้อมูลข่าวสารที่เย็นชาและไร้รสนิยม หากแต่กระหายเสียงกระซิบอย่างแผ่วเบาจากเพื่อนสนิทมิตรสหายที่ไว้ใจพึ่งพา ได้เท่านั้น

  

            ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ การใช้บริการของ Social Media มีต้นทุนที่ต่ำมากจนเกือบเป็นศูนย์ แต่เนื่องจากเป็นของฟรีที่ใครๆก็เข้าถึงได้ จึงทำให้บริษัทที่ปรารถนาจะส่งข้อความด้วยเสียงอันดังให้ถึงใจผู้บริโภค ก็ต้องมีเนื้อหาที่โดดเด่นในการเรียกร้องความสนใจ (Content is King) ท่ามกลางมวลชนมหาศาลที่แย่งกันส่งเสียงออกมา

            บริษัทที่เคยลงทุนงบประมาณโฆษณามหาศาลในสื่อวิทยุและโทรทัศน์ จึงสามารถก้าวเข้ามายึดหัวหาดใน Social Media ได้อย่างเหนือชั้น โดยการแบ่งเศษเงินน้อยนิดมาลงทุนในการผลิตเนื้อหาที่สร้างสรรค์ (Creative Content) แล้วนำไปเผยแพร่ใน Social Media ที่มีให้เลือกมากมายอย่างแทบไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนจะได้ผลในการดึงดูดผู้บริโภคหรือไม่นั้น ก็ย่อมขึ้นอยู่กับพลังสร้างสรรค์ (Creative) ของข้อมูลทั้งภาพและเสียงที่ได้ส่งออกไป ว่าจะมีความละเมียดละไมในการดึงดูดผู้ใช้ในเครือข่ายให้บอกต่อกันไปหรือไม่ และเนื่องจากผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้รับค่าจ้างในการโฆษณาสินค้า ดังนั้น คุณภาพสร้างสรรค์ของข้อมูล จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดชัยชนะในสงครามสื่อใหม่นี้

            “มายาคติ” ที่ครอบงำในวงการธุรกิจทั่วโลกก็คือ Social Media เป็นเพียงแค่ตัวช่วยในการเสริมส่งโฆษณาสินค้าของบริษัทในสื่อวิทยุและ โทรทัศน์เท่านั้น โดยที่ตัวมันเองไม่สามารถแสดงบทบาทหลักในการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ของ บริษัทได้เลย


http://www.flickr.com

            นี่คือ ความเข้าใจที่ผิดผลาดอย่างใหญ่หลวงยิ่ง เพราะบริษัทส่วนใหญ่ยังใช้วิธีคิดแบบเดิมในการประเมิน Social Media เราต้องไม่ลืมว่างบประมาณมหาศาลที่บริษัทจ่ายให้กับวิทยุและโทรทัศน์นั้น ไม่ใช่เป็นเพียงค่าจ้างสำหรับการได้โฆษณาผลิตภัณฑ์ของตนในเวลาเพียงเศษ เสี้ยวนาทีเท่านั้น แต่ลึกกว่านั้น ยังเป็นค่าใช้จ่ายในการผลิตเนื้อหาสาระที่สร้างสรรค์ (Creative Content) ไม่ว่าจะเป็นรายงานข่าวที่รวดเร็วทันใจ ละครน้ำเน่าที่เรียกน้ำตาเนืองนอง หรือแม้กระทั่งสารคดีที่สาระและความสนุกกลมกลืนกันอย่างกลมกล่อมยิ่ง เพราะหากไม่มีเนื้อหาที่มีคุณภาพเช่นนี้ ผู้บริโภคก็จะกดรีโมตเปลี่ยนช่องไปอย่างไม่ไยดี ดังนั้น ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาที่แสนแพง ก็เนื่องมาจากการลงทุนผลิตเนื้อหาสร้างสรรค์ของผู้ผลิตรายการนั่นเอง

            แต่สำหรับ Social Media ที่บริษัทได้ช่องทางสื่อสารมาโดยแทบไม่เสียค่าใช้จ่ายนั้น ก็ทำให้บริษัทลืมคำนึงถึง “ต้นทุน” การผลิตเนื้อหาสร้างสรรค์ที่แพงลิบลิ่วของผู้ผลิตรายการวิทยุและโทรทัศน์ที่ เป็นต้นเหตุสำคัญซึ่งทำให้ผู้บริโภคยินดีรับชมโฆษณาที่ยัดเยียดของบริษัทได้ ดังนั้น แทนที่บริษัทจะนำงบประมาณในการผลิตเนื้อหาสร้างสรรค์ที่หายไปนี้ เพื่อมาทุ่มลงทุนในการออกแบบวิจัยเรื่องเล่าที่สนุกสนานให้กับผลิตภัณฑ์ของ ตน บริษัทก็กลับใช้วิธีการแบบเก่าในการโฆษณา นั่นคือ ตะบี้ตะบันเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของตน โดยไม่เคยคำนึงเลยว่า เนื้อหาสร้างสรรค์ที่เคยใช้ดึงดูดผู้ชมให้ติดตามช่องรายการได้หายไปแล้ว และเมื่อโฆษณายัดเยียดของตนเองใน Social Media ไม่ได้ผลเท่าที่ควร บริษัทก็ผิดหวังและลาจาก Social Media ไปไกลแสนไกล โดยไม่เคยหวนกลับมาพิจารณาความเข้าใจที่ผิดพลาดล้ำลึกของตนเองเลย

            ยุทธศาสตร์ในการประยุกต์ใช้ Social Media เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการให้ถูกจริตกับรสนิยมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค จึงเป็นสมรภูมิใหม่ที่ทุกบริษัทต้องช่วงชิง เพราะท่ามกลางพฤติกรรมหลีกเลี่ยงโฆษณาที่ไม่สร้างสรรค์ของผู้บริโภค นักธุรกิจจึงต้องหันมาทบทวนกลยุทธ์ในการประชาสัมพันธ์สินค้าของตน โดยเฉพาะการโยกเงินมหาศาลจากโฆษณาในสื่อโทรทัศน์ที่มีประสิทธิภาพลดลง เรื่อยๆ เพื่อนำมาลงทุนในการผลิตเนื้อหาสร้างสรรค์ (Creative Content) ที่มีความน่าหลงใหลไม่ต่างจากละครโทรทัศน์ หากทว่ามีผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาอย่างมีศิลปะ ที่นอกจากทำให้ผู้บริโภคไม่อาจปฏิเสธอย่างไรเยื่อใยแล้ว ยังกลับต้อนรับสินค้าอย่างอบอุ่น เนื่องเพราะโฆษณาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงขยะข้อมูลที่รบกวนความสงบสุขใน ชีวิต แต่กลับสร้างสุนทรียะแปลกใหม่ที่งดงามและเป็นหนึ่งเดียวกับวิถีชีวิต (Lifestyle)

            Microsoft เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่ไม่เคยมีผู้เล่นรายใหม่มาท้าทายได้สำเร็จ แม้แต่เจ้าพ่ออินเทอร์เน็ตอย่างบริษัท Netscape ที่เคยมาแรงแซงโค้งขึ้นมา ก็กลับโดนกลยุทธ์ทีเด็ดของ Bill Gates พิฆาตดับดิ้นไปในเวลาไม่นานนัก แต่ในที่สุด Google ก็กลายเป็น “ดาวรุ่ง” บริษัทแรกที่สามารถตีฝ่าการกระชับวงล้อมไปได้สำเร็จ เคล็ดลับอยู่ที่ยุทธศาสตร์การรบแบบ Social Media ที่ไม่ได้ยัดเยียดโฆษณาเข้าไปในเนื้อหาการสืบค้นของผู้บริโภค แต่กลับเลือกเฟ้นโฆษณาที่เหมาะสมกับการค้นหาของผู้บริโภคมานำเสนออย่างแนบ เนียนและไม่รบกวนสายตา มิตรภาพแสนดีเช่นนี้เองที่ทำให้ Microsoft ซึ่งมีสายตาละเอียดถี่ยิบได้กลับมองข้ามไป ไม่ใช่เพราะ Bill Gates ยากไร้วิสัยทัศน์ แต่เป็นเพราะวิสัยทัศน์ของการโฆษณาแบบเก่าได้หมดอายุลงแล้ว การโฆษณาแบบสร้างสรรค์ของ Google จึงเป็นจุดเริ่มต้นแห่งยุคสมัยของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) อย่างแท้จริง

  

http://www.flickr.com

            โลกทัศน์ของการโฆษณาสินค้าที่เปลี่ยนไปอย่างถอนรากถอนโคนนี้ ได้ทำให้บริษัททั้งเล็กและใหญ่ต้องปรับยุทธศาสตร์กันอย่างถ้วนหน้า แน่นอนว่า บริษัทส่วนใหญ่ย่อมมีคุณค่าหลัก (Core competency) อยู่ที่คุณภาพและนวัตกรรมสินค้า จึงไม่อาจทุ่มเทเวลาเพื่อเพิ่มคุณค่าสร้างสรรค์ (Creative Value) เข้าไปในผลิตภัณฑ์ได้ แต่กระนั้น หากบริษัทกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงความเคยชินและมายาคติเดิม เพื่อออกไปเผชิญโลกกว้างที่เต็มไปด้วยโอกาส บริษัทก็จะค้นพบว่างบประมาณที่ทุ่มลงไปในโฆษณาโทรทัศน์ได้รับผลตอบแทนที่ถด ถอยลงอย่างน่าตระหนก ดังนั้น บริษัทจึงต้องกระตือรือล้นในการเข้าร่วมกับ Social Media ที่แทบไม่เสียค่าใช้จ่าย และนำเงินที่ประหยัดไปมหาศาลนี้ มาลงทุนจ้างผู้ประกอบการในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อวางกลยุทธ์ในการเติมเต็มคุณค่าสร้างสรรค์เข้าไปในผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งจะทำให้บริษัทที่กำลังตีบตันในการเจริญเติบโตเพราะไม่สามารถหาลูกเล่น ใหม่ๆมาดึงดูดใจผู้บริโภค สามารถเดินทางเข้าสู่อาณาจักรของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่กำลังมาแรงได้อย่าง เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง

            การเลือกเฟ้นผู้ประกอบการสร้างสรรค์ (Creative Entrepreneur) ที่จะมาร่วมเป็นพันธมิตรของบริษัทในการรุกเข้าสู่ตลาด Social Media จึงเป็นหัวใจสำคัญในการชี้ขาดชัยชนะของบริษัทที่ต้องการเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ ในศตวรรษที่ 21 แต่ภารกิจนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะบริษัทที่อยู่ในโครงสร้างและวิธีคิดแบบอุตสาหกรรม ก็มักจะถูกใจและยินดีที่จะเลือกพันธมิตรที่มีโลกทัศน์ใกล้เคียงกับตน สุดท้ายแล้วการเลือกพันธมิตรที่คิดแบบเดียวกัน ก็จะมอบเพียงความสบายใจให้บริษัทสามารถหลอกตัวเองไปวันๆว่าได้ปรับ ยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่เพื่อเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) แต่เมื่อความจริงและความล้มเหลวได้มาเยือนบริษัทในอีกหลายปีข้างหน้า ผู้ถือหุ้นของบริษัทก็จะต้องชอกช้ำระกำใจ ในขณะที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ที่จ้างมาด้วยเงินเดือนแสนแพง ก็จะสะบัดก้นเพื่อไปรับใช้บริษัทใหม่ โดยไม่ละอายใจในสิ่งที่ตนเองได้ทำลงไปทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้เลย

            ธรรมชาติของ Social Media ย่อมมีความแตกต่างหลากหลาย การผลิตเนื้อหาสร้างสรรค์ (Creative Content) เพียงแบบเดียว แล้วหวังจะใช้ได้กับ Facebook Twitter และ Google ย่อมเป็นการประหยัดที่ได้ไม่คุ้มเสีย บริษัทต้องมีความละเอียดอ่อนในการวิเคราะห์และปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับ Social Media ที่แตกต่างกัน บริษัทต้องกล้าลงทุนในการผลิตเนื้อหาสร้างสรรค์ (Creative Content) ที่สดใหม่อย่างต่อเนื่อง เฉกเช่นเดียวกับผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ บริษัทยังต้องขวนขวายศึกษาจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการส่งข้อมูลเข้าไปในระบบ ที่จะไม่ยัดเยียดสมาชิกในเครือข่ายมากเกินพอดี ที่สำคัญ บริษัทต้องกล้าลงทุนที่จะตอบแทนให้กับ Influencer ที่ทรงอิทธิพลในเครือข่าย Social Media สำหรับการประยุกต์ใช้ความชำนาญและสร้างสรรค์ส่วนตัวในการประชาสัมพันธ์ สินค้าของบริษัท

            Influencer เป็นบุคคลากรสร้างสรรค์ที่บริษัทต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับบุคลิกและนิสัยใจคอของแต่ละคน บางคนอาจยินดีโฆษณาให้ฟรีทั้งที่ไม่เคยรู้จักมักคุ้นกับบริษัท บางคนอาจพึงพอใจจากการที่บริษัทแจกสินค้ารุ่นใหม่ล่าสุดให้ใช้ฟรี หรือบางคนอาจต้องการเรียกร้องความสนใจเพื่อให้บริษัทดึงตัวเข้าไปร่วมงาน ด้วย ทั้งหมดนี้ต้องใช้ความละเอียดอ่อนแยบยลในการบริหารจัดการ เพื่อทำให้สินค้าของบริษัทเป็นที่รับรู้และชื่นชมของผู้บริโภคได้ดีที่สุด

            โอกาสยิ่งใหญ่ของบริษัทในเมืองไทยก็คือ บริษัทส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจในธรรมชาติของ Social Media น้อยนิดยิ่ง โดยติดกับดักของมายาคติ 2 ประการคือ การทุ่มเงินมหาศาลเพื่อจ้างบริษัทโฆษณาที่เข้าใจธรรมชาติของ Social Media เข้ามาดูแลจัดการ แต่กลับละเลยที่จะทุ่มงบประมาณเพื่อผลิตเนื้อหาสร้างสรรค์ควบคู่ไปด้วย จึงทำให้โฆษณาของบริษัทกลายเป็นขยะที่ผู้บริโภคหลีกหนี ในทางตรงข้าม บริษัทที่เชี่ยวชาญในการผลิตเนื้อหาสร้างสรรค์ (Creative Content) ออกมาได้อย่างสม่ำเสมอ แต่กลับละเลยที่จะตัดงบประมาณมหาศาลที่เสียไปในการโฆษณาโทรทัศน์ เพื่อนำมาใช้ในการบริหารเนื้อหาสร้างสรรค์ให้แพร่กระจายออกไปในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการจัด Creative Event ที่ตื่นตาตื่นใจอย่างสม่ำเสมอ โดยที่เนื้อหาอาจไม่เกี่ยวกับสินค้าของบริษัทเลย เช่น เทคนิคในการใช้ Facebook เพื่อให้บริษัทยักษ์ใหญ่ดึงตัวไปร่วมงาน โดยบริษัทที่ชาญฉลาดจะต้องเชื่อมั่นว่า หากเนื้อหาที่บริษัทผลิตขึ้นมามีคุณค่าต่อสมาชิกใน Social Media อย่างต่อเนื่องแล้ว ก็ย่อมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้าบริษัทได้อย่างแน่นอน

            เคล็ดลับของการประยุกต์ใช้ Social Media เพื่อโฆษณาสินค้าของบริษัท จึงไม่ใช่การเปิดเผยจุดมุ่งหมายในใจอย่างโจ่งแจ้งโล่งโจ้ง แต่คือ การเชื่อมโยงเนื้อหาของผลิตภัณฑ์เข้ากับเนื้อหาสร้างสรรค์จากทั่วทุกมุมโลก อย่างชาญฉลาด การแอบแฝงโฆษณาเป็นสิ่งที่กระทำได้ หากมีความแนบเนียนและตรงกับความต้องการในใจของผู้บริโภค กลยุทธ์นี้จึงท้าทายจินตนาการสร้างสรรค์ของนักการตลาดและนักธุรกิจเป็นอย่าง ยิ่ง

            Creative Economy จึงไม่ใช่เพียงการหลับหูหลับตาผลิตและกระจายสินค้าเหมือนในยุคอุตสาหกรรมอีก ต่อไป หากทว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของแวดวงธุรกิจไปตลอดกาล โดยการใส่ใจที่จะแปรเปลี่ยนคุณค่ารูปธรรมของสินค้าที่แห้งแล้งให้กลายเป็น ความรื่นรมย์เชิงนามธรรมที่กระทบใจผู้บริโภค แต่การที่จะสื่อสารความอ่อนโยนของบริษัทออกไปให้ผู้บริโภคได้รับรู้นั้น จะต้องรู้จักเลือกสรรตัวกลางที่เหมาะสม นั่นคือ Social Media ที่ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อปฏิวัติโลกใบนี้ให้เต็มไปด้วยมิตรภาพที่อบอุ่น ท่ามกลางเทคโนโลยีที่สะดวกสบายแต่ไร้หัวใจ

ทำมัยคนที่เคยรักกัน แล้วผิดหวังกับความรักนั้น สุดท้ายต้องไม่มองหน้ากัน ไม่อยากเจอกัน หรือหมางเมินกันด้วย

แล้วความรักและความสุขที่เคยมีให้กันมันหายไปอยู่ตรงไหนของหัวใจ

พอดีไปอ่านข่าว 3G ที่ MTHAI มา

ลองอ่านให้จบแล้ว...ครับ

ตื่นแล้ว!! ไทยเดินหน้า 3G โว 6 เดือนได้เรื่อง

ไอซีที เดินหน้า 3G ให้ต่างชาติร่วมประมูล คาดได้เรื่องใน 6 เดือน

สืบเนื่องจากที่ก่อนหน้านี้ ผู้บริหารจากประเทศเพื่อนบ้านทั้งลาวและกัมพูชา ออกมาแนะไทยให้เริ่มดำเนินการใช้ระบบ 3 จีในประเทศไทย ซึ่ง นายทันสมัย กมมสิทธิ์ ผู้อำนวยการทั่วไป บริษัท ลาว เทเลคอมมูนิเคชั่น ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี รายแรกของประเทศลาว แนะไทยสมควรมีเทคโนโลยี 3 จีได้แล้ว เพราะขณะนี้ ทั่วโลกมีกันหมดแล้ว แม้กระทั่งลาวที่มีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพียง 58% ของจำนวนประชากร 7 ล้านคน ก็ยังเปิดบริการ 3จี มากว่า 2 ปี

รวมไปถึงนายอดิศัย สุนทรรัตนารักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มโฟน ผู้ให้บริการมือถือประเทศกัมพูชายังกล่าวถึงกรณีนี้ว่า ในไทยจะแข่งกันเรื่องราคาซึ่งไม่ทำให้ตลาดก้าวไปข้างหน้า แต่เทคโนโลยี 3 จี  จะทำให้การแข่งขันในตลาดมือถือเปลี่ยนสู่เรื่องของคอนเทนต์มากขึ้น

 

คำดีๆที่ผ่านเข้า

posted on 02 Sep 2010 10:34 by winwinay

"หลายคนพูดว่าเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญ พวกเขายอมทำงานวันละ 8 ชั่วโมงเพื่ออะไร"

"การศึกษาและการทำงานเป็นสิ่งสำคัญ แต่มันไม่สามารถหยุดความกลัวที่ทำให้เราต้องตื่นเช้าไปทำงานทุกวันได้"

"ความยากจนมีสาเหตุมาจากความกลัวและความเขลา"

"อิสรภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการมีชีวิตอยู่ บางคนหมดลมหายใจไปแล้วไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังแสวงหามันอยู่"

"มีหลายสิ่งหลายอย่างต่างกันมาก ระหว่างการคิดจะไม่ทำ กับ การไม่คิดจะทำ ทั้งๆที่ผลรับที่ได้ไม่ต่างกัน"

"คิดจะไม่ทำ ไม่ใช่ ไม่คิดจะทำ"

"ทุกวันนี้เราต้องการเงิน ใช้มัน หามัน แต่ทำมัยเราไม่เคยศึกษามัน"

"อ่านออกเท่ากัน แต่เข้าใจไม่เท่ากัน"

 

แต่ละช่วงของชีวิต

posted on 01 Sep 2010 19:01 by winwinay

อายุ 1- 7 ปี
ถ้าไม่รู้ผิดรู้ถูก กฏหมายไม่เอาโทษ


อายุ 8 - 15 ปี
ถ้ายังทำตัวไร้เดียงสา คือปัญญาอ่อน


อายุ 16 - 20 ปี
ถ้ายังทำอะไรไม่เป็นเรื่องเป็นราว ถือว่าเป็นคนเขลาเบาปัญญา


อายุ 21- 25 ปี
ถ้าไม่รู้จักทำงานให้เป็นแก่นสารถือว่าเป็นคนรกโลก


อายุ 26 - 30 ปี
ถ้ายังไม่เริ่มสร้างฐานที่มั่นคง ก็อย่าหวังอะไรมากนัก


อายุ 31 - 35 ปี
ถ้ายังเปลี่ยนงานทุกปี ก็ยากที่จะมีอนาคต


อายุ 36 - 40 ปี
ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ก็เตรียมเดินลงเขาได้


อายุ 41 - 50 ปี
ถ้ายังไม่มีฐานะการงานที่มั่นคง ก็จงเตรียมเป็นคนไร้ค่า


อายุ 51 - 55 ปี
ถ้ายังไม่มีเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณอายุงาน ก็จงเตรียมเข้าสู่วงเวียนชีวิต


อายุ 56 ปีขึ้นไป
ถ้ายังหวังพึ่งลูกหลาน ก็อย่างลืมคำว่า "เสียใจ"


คิดอยู่ในหัว แล้วก็เลยเอามาเขียนให้มันชัดเจนขึ้น
จะได้จับต้องได้ซักหน่อย

แผนการมีชีวิตอยู่ของ WinWin

1.ใช้ชีวิตอยู่จนหมดลมหายใจ, เป็นมนุษย์เงินเดือนพอมีพอกินแบบชนชั้นกลาง คงหวังให้ในชีวิตนี้จะมีเครื่องบินส่วนตัวเอาไว้ขับเล่นกับเขาซักเครื่องก็คงไม่ได้ แล้วจะให้อยู่แบบคนในป่าในเขาแค่มีกินแค่ดื่มก็คงไม่ไหว ชีวิตนี้คงใช้แบบตามเหตุตามปัจจัยอยู่แบบมนุษย์ธรรมดามากๆจนหมดลมหายใจก็แล้วกัน

2.อยู่ให้มีความทุกข์น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้, ก่อนอื่นต้องลดความทุกข์ด้านจิตใจซะก่อน ความอยากมีอยากได้ ความทุกข์เรื่องงาน ความรัก เรื่องผู้คน สิ่งรอบตัว ปล่อยวางซะบ้างคิดว่าชั่งมันได้ก็ชั่งมันเถอะ มันแค่ความคิด อย่างเช่นเรื่องแฟนถ้าเขาจะไปก็เรื่องของเขา สิทธิ์ของเขาให้เขามีความสุข ใครไม่รักก็ไม่เป็นไรปล่อยวางซะบ้าง สิ่งของอะไรที่อยากมีอยากได้ก็ปล่อยว่างซะบ้างไม่มีก็ไม่ตายซักหน่อย ทุกข์เล็กๆน้อยๆเช่นรถเสียเงินหายของพังก็ให้คิดซะว่าทำไงได้(ใช่มั้ยหละ)คิดว่าเราจะทำยังไงต่อไปเมื่อรถเสียของหายหรือของพังดีกว่า ต่อไปก็มาลดความทุกข์ด้านร่างกายบ้าง พยายามดูแลสุภาพตัวเองไม่ให้เกิดเจ็บป่วยได้ง่ายๆ ร่างกายของเราเราก็ใช้มันมานานแล้ว ทุกวันมันก็จะค่อยเสื่อมสภาพลงไปเรื่อยๆ ต่อไปไม่นานวันมันต้องทุกข์แน่ ก็ดูแลมันบ้างให้ทุกข์น้อยหน่อย ฟันผุ เป็นไข้ ปวดขา ปวดตา ทุกข์พวกนี้ถ้ามันเกิดขึ้นมาจะควบคุมมันก็ยากจะให้ปล่อยวางมันก็ไม่หาย ดังนั้นเรื่องทุกข์ใจดูแลง่ายที่สุดก็ลดละเลิกมันบ้างเพื่อความสุขที่มากขึ้น ทุกข์เล็กๆก็เหมือนคลื่นลูกเล็กพอให้สั่นไหวเมื่อกระทบร่างกายที่มั่นคง แต่ในทะเลยังคงมีคลื่นลูกใหญ่ที่พร้อมจะซัดเข้ามาเมื่อไรก็ได้ จงเตรียมใจให้แข็งแกร่งพร้อมไว้รับมือกับมันด้วย

3.อยู่เพื่อมีความสุขให้ได้มากที่สุด,  อยากทำอะไรก็ทำไป ขอให้ตัวเรามีความสุขไว้ก่อน ฟังแล้วเหมือนจะเห็นแก่ตัวและไม่สนใจคนอื่น แต่ไม่ใช่อย่างนั้น ให้ทำในพื้นฐานที่ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนและเกิดความทุกข์ เพราะเราอยู่กันเป็นสังคมเราจึงต้องอยู่ในกติกาของสังคมด้วย โดยพื้นฐานที่แท้จริงก็เพื่อไม่ให้เราทุกคนที่อยู่ร่วมกันเกิดความทุกข์ในภายหลังนั่นเอง(เพราะเราคือสังคม สังคมก็คือเรา) จงอยู่กับความสุขที่เกิดจากความคิดและการวางแผน ตัวอย่างเช่น การซื้อโทรศัพท์ใหม่ๆก็ทำให้เรามีความสุข แต่ต้องคิดด้วยว่าต่อไปหลังจากนี้เราจะเกิดความทุกข์จากความสุขที่มีนะวันนี้หรือไม่ เช่น เราต้องมาใช้หนี้ในภายหลัง ยามแก่ไปเราไม่มีเงินในการใช้จ่าย(เพราะเงินเราใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไปแล้วนี่) ตอนเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่มีเงินรักษาในภายหลัง ถ้าตอนนี้เราจะมีแฟนถ้ามีความสุขก็ให้คิดด้วยว่าต่อไปถ้าอยู่ๆกันไปแล้วจะเกิดความทุกข์มั้ย จะทะเลาะกันมั้ยจะเลิกกันมั้ยจะมีปัญหาอะไรมั้ย ถ้าคิดแล้วมันสุข(แถมสนุก^_^)มากกว่าหรือพอจะแลกกับความทุกข์ที่จะเกิดได้ ก็มีๆมันไปเถอะ อิอิอิ

4.อยู่เพื่่อลดความทุกข์และมอบความสุขให้คนใกล้ชิด,  นอกจากตัวเราแล้วถัดออกมาก็คงต้องเป็นคนใกล้ตัวและคนในครอบครัว ซึ่งจริงๆเราก็จะไปกำหนดกดเกณฑ์อะไรกับเขาเหล่านั้นไม่ได้ เพราะต่างคนต่างมีความคิดและสิทธิ์หน้าที่ของแต่ละคนอย่างจริงแท้แน่นอนที่สุด แต่ถ้ามีโอกาศควรมอบความสุขและทำให้เขาไม่มีความทุกข์บ้าง เช่น ลูกของเราเราก็ต้องทำเพื่อลูกเพราะเขาต้องเกิดมาใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ด้วยหน้าที่อันยากลำบากเหมือนกัน การที่เขาเกิดมาไม่มีอะไรเลยโดยขาดความรับผิดชอบของพ่อแม่เป็นความยากลำบากที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น การอยู่โดยการสร้างพื้นฐานความสุขให้ลูกก็เป็นสิ่งจำเป็นในการมีชีวิตอยู่ คงด้วยความยากลำบากที่ตัวเองเคยผ่านมาจึงไม่อยากให้ความยากลำบากเหล่านั้นเกิดขึ้นกับคนใกล้ชิดของเรา

5.อยู่เพื่อทำให้ผู้อื่น, บางครั้งผู้คนต่างๆอาจดูไม่น่าเสียเวลาหรือเสียแรงไปทำประโยชน์ให้ แต่การที่เกิดมาเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับโลกใบนี้ซักอย่างหนึงเป็นสิ่งท้ายสุดที่คิดจะทำ แต่สิ่งที่ทำนั้นอาจจะไม่ใช่ทำเพื่อผู้คน แต่อาจจะเป็นการค้นพบเพื่อให้ความรู้กับผู้คน ผมไม่อาจจะคิดทำประโยชน์ให้กับโลกใบนี้ได้โดยแท้จริง เพราะถ้าถามกันจริงๆตัวผมเองก็ยังไม่รู้ว่าโลกใบนี้ต้องการอะไร บ้างครั้งการทำบางอย่างที่คนคิดว่าดีอาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับโลกโดยแท้จริงก็ได้ เช่น ถ้าผมคิดเครื่องจักรที่สามารถขุดเจาะน้ำมันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ก็อาจไม่ใช่ประโยชน์ที่แท้จริงที่โลกต้องการเพราะโลกอาจต้องการการใช้ทรัพยากรและพลังงานที่ช้าและน้อยลงก็เป็นได้ ผมอาจค้นพบว่าความจริงโลกนี้ไม่ได้กลมแต่ตาเรามองว่ามันกลมจริงๆมันเหมือนผลแตงกวาก็เป็นไปได้ ^_^

 

 

 

เมื่่อ 2-3 วันก่อน ระหว่างเดินจากที่จอดรถเข้าโรงงาน(ไกลโคตรๆ)

ก็คิดขึ้นมาว่า.....

กูเกิดมาทำมัยกันวุ้ย...

อยากได้อะไรก็ไม่ได้ ไม่อยากทำงานก็ต้องทำ เม่งเบื่อชิ๊บเป๋งเลย -*-

 

ลองคิดดูเล่นๆ

ถ้าคนเรา มีกินอิ่ม ก็มีชีวิตอยู่ได้...นี่หว่า 

ถ้าเกิดมาก็มีให้กินๆๆ แล้วก็อยู่ๆๆ ไม่ต้องทำอะไร อยู่ไปซัก 60-70 ปีก็ตายแล้ว..ก็จบ..

แล้วตูเกิดมาทำมายกานวะ

 

Purpose(วัตถุประสงค์) ที่แท้จริงของมนุษย์

 

1. เิกิดมากิน คนเราเกิดมาเพื่อกิน กินๆๆ แล้วก็ตายไป

อันดับแรกเลย ถ้ามีกินอยู่ได้ ไม่ต้องทำอะไรแล้ว

 

2. เกิดมาขยายพันธุ์ คิดไปคิดมาถัดจากกินก็ขยายพันธุ์เนี่ยแหละ

บางที่ก็ยังไม่รู้เลยนะว่า จะมีลูกกันทำมัย แต่ข้างในเรามันอัตโนมัติว่าต้องมี โดยบางทีก็ไร้เหตุผลยังไงไม่รุ *_*

ดูสิบ้างประเทศรณรงค์ให้มีลูกนะ เมื่ออัตราการเพิ่มของประชากรเริ่มลดลง(ไม่ใช่คนลดลงนะ แต่%เพิ่มมันลด)

 

3. เกิดเพื่ออยู่ ไอ้เกิดเพื่ออยู่ ก็คืออยู่ให้ได้นานๆเนี่ยแหละ เพื่อให้ได้ตามจุดประสงค์ข้อ1 ข้อ2

มีแขนขา ก็เพื่อดำรงอยู่ได้เนี่ยแหละ หลักๆก็ support เพื่อกิน เพื่อขยายพันธุ์

 

4. เกิดมาเพื่อทำลาย กินอยู่มันยังไม่พอ ต้องทำลายด้วยๆๆๆ ตัด ขุด แกะ แงะ สร้าง กันเข้าไป ไม่รู้จะสร้าง อะไรนักหนา ที่อยู่ๆมันไม่พอรึไงว้า ต้องสร้างต่อ แงะต่อ ขุดต่อ รถเร็วๆก็สร้างมันเข้าไป ทำงานก็ต้องให้มันเร็วขึ้น เพื่อทำลายล้างมากขึ้น จะทำกันไปทำมัยนักหนาว้าา

 

ยังมีต่อนะ...

เริ่มเหมือนไวรัสเข้าไปมากขึ้นทุกทีแล้ว

เดี๋ยว ต่อไปเริ่ม บินไปอวกาศอีก กินโลกกันยังไม่พอ จะไปขยายพันธุ์กินกันต่อไปอีก - -"

 

แล้วเดี๋ยวเรามาดูกันต่อว่า..

สรุปแล้ว..

....มนุษย์เกิดมาทำมัย?

....แล้วเราจะอยู่กันยังไงต่อ?

....แล้วตัวเราเกิดมาทำมัย?

 

 

 

อีกเรื่องกับ DVD..

posted on 15 Jun 2010 14:27 by winwinay

DVD เป็นอีกสิ่งนึง ที่ผมคิดว่าใช้จะใช้ชีวิตไปกับมันตลอดไป

ผมชอบไปดูหนังนะ แต่ผมชอบดูหนัง soundtrack เพราะมันได้อารมณ์กว่า ซึ่งโรงภาพยนตร์แถวบ้านผมไม่ soundtrack -*-

มีคำนึงที่ชาว thaidvd.net ชอบพูดกันเกี่ยวกับการพากย์ภาษาไทยของหนัง hollywood เสมอๆ

คือ "การถูกลดทอนอารมณ์ของหนังไปบางส่วน" เนื่องจากการพากย์ไทยบางครั้งต้องมีการดัดแปลงบทพูดภาษาไทยบางประโยค ให้ตรงกับการขยับของปากนักแสดง ทำให้การสื่อความหมายของคำพูดเพี้ยนไปบ้าง อารมณ์ในการพูดก็เช่นกัน การที่ต้องมาถูกถ่ายทอดอีกต่อหนึ่ง บางครั้งทำให้อารมณ์ที่สือสารของตัวแสดงเปลี่ยนไปบ้าง บางครั้งหนักถึงขั้นเปลี่ยนจากบทเศร้าเป็นบทตลกไปเลยก็มี ^_^

ผมคิดว่าการทำหนังเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่่งนะ หนังทุนสร้างกว่า 100 ล้าน อยู่ในแผ่นคุณภาพราคา 50 บาทเอง อิอิอิอิ

(Blu-Ray rip dvd9ปกเงาสะท้อนแสงซอง 50 บาท)

ให้ทายว่าซื้อร้านไหนมา? อิอิอิ

ทายถูกเอาไปเลย  Avata.. 3D 2แผ่น ดูแล้วปวดตามากมาย -*-

ต่อไปถัดจาก DVD ก็คงเป็น Blu-Ray Disc สิเนอะ

แล้วต่อจากนี้ คือ อะไรรู้มั้ย

ล่าสุดคือ 

"BDXL" ซึ่งมีความจุสูงถึง 128 GB.

คิดดูแล้วกัีน BluRay(BD) ตอนนี้ 25 GB. ก็ว่าดีแล้ว

แล้ว BDXL มันจะชัดขนาดไหนว้าา

http://forum.thaidvd.net/index.php?showtopic=138432&pid=1666680&mode=threaded&start=

ส่วนตัวผมเองก็ตามเก็บหนังที่ซื้อมาแล้วยังไม่ได้ดูต่อปาาย (-_-)

 

ตอนนี้มีความสุขอยู่กับสิ่งของไม่กี่อย่าง

แค่วันๆมีเกมส์เล่น ก็พอใจแล้ว

ตอนนี้ที่บ้านมี

"Wii"

 

"PS2"

 

"NDS"

 

"SNES"

 

"PSP"

 

แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว คงอยู่เพื่่อเล่นเกมส์ไปเรื่อยๆ ตลอดไป

หาเงินไป เล่นเกมส์ไป ไม่ต้องคิดอะไรมาก

โปรเจคต่อไป อยากได้ XBOX360 กับ Nintendo3DS ^_^

http://www.youtube.com/watch?v=dp5YigZEv14

 

แล้วงาน E3 Year 2010 มีวันนี้นะ หวังว่าจะมีข่าว  Nintendo3DS บ้าง

E3 Expo: June 15-17 2010

 

 

 

 

ช่วงนี้บอลโลกมาแรง

posted on 15 Jun 2010 13:05 by winwinay

ช่วงนี้บอลโลกมาแรง 4 ปีจะได้ดูซักครั้ง

คู่สองมาตอน 3 ทุ่มซะด้วย

คิดว่าจะนั่งดูคู่สองทุกคืนเลย สนุกดี ^_^

 

มาดู Mascot World Cup ทั้งหมดกันดีกว่า

ว่าหน้าตาเป็นยังไงกันบ้าง ตั้งแต่ปี 1962 -2010

ผมชอบ ZAKUMI น่ารักสุด